แก้อาการปวดหลังปวดเอวอย่างไร ให้ห่างไกลโรคกระดูกทับเส้น

647
การแก้อาการปวดหลัง ปวดเอว

อาการปวดหลังปวดเอว อาจเป็นสัญญาณของโรคกระดูกทับเส้น

ขึ้นชื่อว่ากระดูกสันหลังย่อมเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย  ดังนั้นหากมีอาการปวดหลังปวดเอวหรือเจ็บปวดที่บริเวณนี้จึงไม่ควรจะนิ่งนอนใจ  เพราะกระดูกสันหลังนั้นได้ชื่อว่าเป็นจุดรองรับน้ำหนักของร่างกายจึงเป็นจุดที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดูแลให้ดีและต้องป้องกันไม่ให้มีความกระทบกระเทือนในระดับรุนแรงเนื่องจากอาจทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้  เมื่อมีอาการเจ็บปวดบริเวณหลังรวมไปถึงบั้นเอวเมื่อไหร่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพบแพทย์เพื่อประเมินและวินิจฉัยอาการเพราะอาการเจ็บปวดเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนหรือเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าคุณกำลังมีอาการของกระดูกทับเส้นก็เป็นได้

อาการปวดหลังปวดเอว เกี่ยวข้องกับโรคกระดูกทับเส้นอย่างไร

กระดูกทับเส้น  หรือกระดูกทับเส้นประสาท  เป็นโรคที่เกิดจากการที่กระดูกรับแรงกดลงมาที่สันหลังในระยะเวลาที่ยาวนาน  และเป็นการรับแรงกดทับในลักษณะที่ผิดรูป จึงทำให้มีการคดของกระดูกสันหลังและด้วยการคดของกระดูกสันหลังนี้เอง ที่ทำให้ไปกดทับเส้นประสาทที่อยู่ในแนวสันหลังก่อให้เกิดอาการปวดหลังปวดเอวเป็นอย่างมาก

  •  ซึ่งลักษณะการเจ็บปวดของกระดูกทับเส้นนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบคือ

1.มีอาการปวดร้าวลงแขนเนื่องจากกระดูกสันหลังบริเวณคอเสื่อม

2.มีอาการปวดร้าวลงขาเนื่องจากกระดูกสันหลังบริเวณหลังเสื่อม

ในกรณีที่คุณมีอาการปวดหลังปวดเอว  และอาการปวดนี้เป็นอาการปวดเรื้อรังที่แม้กินยามานานแค่ไหนก็ไม่หายขาดเพราะไม่ได้เป็นอาการเจ็บปวดเนื่องจากกล้ามเนื้อหลังอักเสบ แต่เป็นอาการปวดที่กระดูกกดทับเส้นประสาทจนร่างกายรับไม่ไหว  การเจ็บปวดบริเวณหลังนี้ถ้าหากเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อเมื่อรับประทานยาจะใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ก็จะหายเป็นปกติ  ต่างจากการเจ็บปวดเนื่องจากโรคกระดูกทับเส้นที่การรับประทานยาจะช่วยเพียงแค่บรรเทาปวดเท่านั้น  แต่ไม่ทำให้อาการหายขาด  ตรงกันข้ามยิ่งนานวันยิ่งจะทวีความปวดร้าวลึกลงไปในกระดูกมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  และถ้าหากปล่อยไว้นานอาจทำให้เลือดไม่สามารถเข้าไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆเช่นแขนและขาได้  ซึ่งจะก่อให้เกิดความทุพพลภาพของร่างกายหรือเรียกง่ายๆว่าอาจทำให้พิการแขนขาลีบเดินไม่ได้  และกล้ามเนื้ออ่อนแรงอีกด้วย

  • โรคกระดูกทับเส้นมีวิธีการตรวจอย่างไร

เมื่อคนไข้มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดหลังปวดเอวที่เป็นอาการปวดแบบเรื้อรังยาวนาน  และโดยส่วนใหญ่หากเกิดจากกระดูกทับเส้นมักจะมีอาการมาเป็นแรมปีแล้ว  แพทย์อายุรกรรมก็จะส่งต่อให้แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและเส้นประสาทหรือที่เรียกว่าออโธปิดิกส์ โดยวิธีการตรวจเพื่อหาโรคกระดูกทับเส้นนั้น ในปัจจุบันหลังจากที่ตรวจประเมินอาการด้วยวิธีการซักประวัติภายในห้องตรวจแล้ว  โดยส่วนใหญ่แพทย์จะส่งคนไข้ไปเอกซ์เรย์เพื่อหาความผิดปกติของกระดูกในจุดที่สงสัย  หรืออาจส่งไปทำMRI  Scanning ซึ่งเป็นการตรวจกระดูกสันหลังทั้งแนว เพื่อการรักษาที่ตรงจุดมากยิ่งขึ้น  และเมื่อแพทย์ได้ผลการเอกซ์เรย์หรือ MRI  Scanningแล้ว ก็จะดำเนินการรักษาในลำดับต่อไป

  •  วิธีแก้อาการปวดหลังปวดเอวเนื่องจากโรคกระดูกทับเส้นมีหลายวิธี ดังนี้

1.  รักษาโดยใช้ยา  การรักษาเบื้องต้นคือแพทย์จะสั่งจ่ายยาเพื่อรักษาและบรรเทาอาการก่อนเป็นอันดับแรก  เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงมาก  และช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้เป็นอย่างดี  ซึ่งการรักษาโดยยานี้เป็นที่นิยมกันโดยทั่วไป

2.  รักษาโดยการกายภาพบำบัด วิธีการรักษาโดยการกายภาพบำบัดนั้น  เป็นวิธีการรักษาที่แพทย์เห็นควรให้มีการบำบัดเพิ่มจากการกินยา  เนื่องจากว่ากระดูกสันหลังนั้นอาจมีการผิดรูปร่างไปมากและก่อให้เกิดความเจ็บปวดที่ยาไม่สามารถบรรเทาได้ โดยแพทย์จะส่งต่อการบำบัดรักษาไปที่นักกายภาพบำบัด โดยส่วนใหญ่การบำบัดเพื่อรักษาอาการกระดูกทับเส้นนั้นมักใช้วิธีการดึงหลังด้วยเครื่องดึงหลังซึ่งจะใช้ระยะเวลาและน้ำหนักในการดึงแตกต่างกันออกไปตามอาการของโรค การดึงหลังด้วยเครื่องนี้จะทำเป็นครอสๆละ10ครั้ง และเมื่อครบ10ครั้งแล้ว นักกายภาพบำบัดจะส่งคนไข้กลับไปให้แพทย์ตรวจประเมินอาการใหม่อีกครั้ง เพื่อสืบถามความคืบหน้าในการรักษา

3.  รักษาโดยการผ่าตัด  วิธีการรักษาแก้อาการปวดหลังปวดเอวอีกอย่างหนึ่งซึ่งมาจากโรคกระดูกทับเส้นก็คือการผ่าตัด  สำหรับการผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังนั้นมีวิธีการผ่าแบบใหม่เข้ามาแล้วนั่นคือ การผ่าตัดแบบไม่ใส่เหล็ก โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะผ่าตัดด้วยการเจาะเอาหมอนรองกระดูกที่เสื่อมสภาพออก โดยไม่ใส่เหล็กเข้าไปเสริมความแข็งแรง ต่างจากในอดีตที่นิยมผ่าตัดใส่เหล็กเข้าไปเพื่อเพิ่มความแข็งแรงในการรับน้ำหนักของกระดูกสันหลัง แต่วิธีการผ่าตัดแนวใหม่นี้คนไข้จะมีรอยแผลขนาดเล็ก  รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาก็จะค่อนข้างต่ำ และใช้ระยะเวลาฟักฟื้นที่สั้นกว่าวิธีการแบบเดิมด้วย  ซึ่งการผ่าตัดแบบไม่ใส่เหล็กนี้จะเหมาะสำหรับคนไข้ที่มีกิจกรรม หรือการเคลื่อนไหวแบบปกติ  และไม่นิยมทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อแรงกดทับที่กระดูกหรือไม่โลดโผน ซึ่งคนไข้ในลักษณะที่เหมาะกับการผ่าตัดแบบนี้ควรมีรูปร่างเล็กบาง  เช่น  คนไข้ที่เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ

  ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดเมื่อคนไข้ได้รับการรักษาแล้วกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วนั้น คนไข้จะต้องไม่ลืมว่าตนเองจะต้องไม่กลับไปใช้ชีวิตในแบบเดิมอีก ไม่ว่าจะเป็นการนั่งผิดท่านานๆ มีน้ำหนักตัวที่มากจนเกินไป รวมถึงเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมที่เสี่ยงภัยอีก เพราะมิฉะนั้นก็มีโอกาสจะกลับมาเป็นซ้ำ และจะต้องทรมานกับอาการปวดหลังปวดเอวอย่างนี้ไปตลอดชีวิต